รถมือสอง
แบ่งปัน |

การเลือกซื้อรถมือสอง

7 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเลือกซื้อรถมือสอง

    ในสภาพสังคมปัจจุบันคงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารถยนต์ได้กลายเป็นอีกหนึ่ง ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตไปแล้ว และปัญหาสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อหารถยนต์มาใช้งานก็คงจะหนีไม่พ้น เรื่องงบประมาณเนื่องจากรถยนต์เป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นรถยนต์มือสองจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านงบ ประมาณเนื่องจากมีราคาย่อมเยากว่า แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการซื้อรถมือสองจะเป็นการทางเลือกที่คุ้มค่าจริง ในระยะยาวเนื่องจากหลายครั้งที่พบว่าผู้ซื้อรถมือสองกลับต้องเจอปัญหารถคัน ที่ได้มาไม่มีคุณภาพเพียงพอ บางรายซื้อรถมือสองมาแล้วกลับต้องนำมาซ่อมต่อจนบางครั้งค่าซ่อม ค่าแรง ค่าเปลี่ยนอะไหล่รวมแล้วเกือบจะซื้อรถใหม่ป้ายแดงได้ นั่นทำให้หลายคนกังวลจนไม่กล้าที่จะซื้อหารถมือสองมาใช้งาน

    ในความเป็นจริงแล้วใช่ว่ารถมือสองทุกคันจะมีปัญหาดังกล่าวเพียงแต่ เราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการเลือกซื้อเพื่อให้ได้รถมือสองที่มีคุณภาพ และมีความคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เราจ่ายออกไป บทความนี้จะช่วยแนะนำถึงขั้นตอนและวิธีการในการเลือกซื้อรถมือสองเบื้องต้น เพื่อให้ผู้ซื้อมีความรู้เพียงพอที่จะไม่ถูกผู้ขายหลอกลวงหรือเอารัดเอา เปรียบและสามารถเลือกซื้อรถมือสองที่มีคุณภาพและความคุ้มค่าได้ด้วยตนเอง

1. ตอบโจทย์ความต้องการของตนเอง

    ก่อนอื่นเราจะต้องตั้งโจทย์ในใจเราเองก่อนว่าเราต้องการใช้รถประเภทใด รุ่นใด ยี่ห้อใด และมีงบประมาณเท่าไหร่ คำตอบสำหรับโจทย์ข้อนี้ ผู้ซื้อรถแต่ละรายคงมีเหตุผลและองค์ประกอบพื้นฐานในการตัดสินใจที่แตกต่าง กัน สำหรับผู้ที่นิยมเปลี่ยนรถบ่อย ๆ อาจเลือกรถจากราคาขายต่อจึงสนใจเฉพาะรถยี่ห้อและรุ่นที่เป็นที่นิยมใช้กัน ทั่วไปซึ่งก็ต้องยอมรับว่าราคาค่างวดของรถประเภทนี้มักจะสูงกว่ารถรุ่นอื่น อยู่บ้าง แต่สำหรับผู้ที่คิดจะซื้อรถมาเพื่อใช้งานในระยะยาวตัวเลือกก็อาจจะมีมากขึ้น เนื่องจากรถยี่ห้อและรุ่นที่เป็นที่นิยมน้อยกว่าไม่ได้หมายความว่าคุณภาพจะ ด้อยกว่าเสมอไป และปรากฏอยู่บ่อยครั้งที่รถมือสองยี่ห้อและรุ่นที่มีผู้นิยมใช้น้อยกว่ากลับ มีความคุ้มค่าต่อราคามากกว่าเสียด้วยซ้ำ

    แต่ทั้งหมดคงต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบพื้นฐานของผู้ซื้อซึ่งนอก จากเหตุผลเรื่องความเหมาะสมในการใช้งาน คุณภาพของรถ ความนิยมในตลาด ค่าบำรุงรักษาและความชอบส่วนบุคคลแล้วองค์ประกอบหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องงบ ประมาณ ดังนั้นในขั้นตอนนี้ผู้ซื้อจึงควรหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้ได้มากที่สุด อาจจะด้วยการหาอ่านบทวิจารณ์จากนิตยสาร การสอบถามจากผู้ที่ใช้รถรุ่นนั้นโดยตรงหรือหาข้อมูลจากเว็บบอร์ดของกลุ่มผู้ ใช้รถรุ่นนั้น ๆ เมื่อได้ข้อมูลมากพอค่อยนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประกอบการตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้ได้คำตอบที่ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด

2. มองหารถที่ต้องการ

    ทุกวันนี้ผู้ที่กำลังมองหารถมือสองมาใช้งานมีช่องทางในการเลือกดูรถมาก ขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก นอกจากผู้ซื้อจะหาดูรถมือสองได้ตามเต็นท์รถหรือนิตยสารรถมือสองที่มีอยู่ ทั่วไปแล้ว ยังมีอีกช่องทางการตลาดหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมได้แก่การซื้อ-ขายรถมือสอง ผ่านทางเว็บไซต์

    การหาซื้อรถตามเต็นท์รถมือสองทั่วไปทำให้ผู้ซื้อได้มีโอกาสเห็นและ สัมผัสกับรถคันที่ตนสนใจช่วยให้ตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้นแต่ก็มีปัญหา เรื่องการเดินทางไปเลือกดูรถด้วยตนเองเนื่องจากอาจจะต้องตระเวนดูหลายที่ หลายแหล่งซึ่งผู้ซื้อบางคนอาจจะไม่สะดวกนัก ครั้นจะเลือกดูในขั้นต้นผ่านทางนิตยสารซื้อ-ขายรถมือสองที่วางขายตามแผง หนังสือทั่วไปบางครั้งข้อมูลในหนังสือเหล่านั้นก็ไม่อัพเดตด้วยความที่ นิตยสารจัดพิมพ์และวางจำหน่ายเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนซึ่งหลังจากที่ นิตยสารวางแผงแล้วข้อมูลรถที่จำหน่ายไปแล้วหรือมีผู้ประกาศขายใหม่ในช่วง นั้นจะได้รับการปรับปรุงอีกครั้งก็ต้องเป็นรอบการจัดพิมพ์ครั้งถัดไป ต่างจากการเลือกดูรถผ่านทางเว็บไซต์ซื้อ-ขายรถมือสองที่สามารถเข้าถึงกลุ่ม ผู้ใช้จำนวนมากได้อย่างสะดวกรวดเร็วเพียงแค่ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์ เน็ตได้ก็สามารถเลือกดูรถได้ทุกที่ทุกเวลา

    ด้วยความสะดวกนี้เองที่ทำให้กลุ่มผู้ใช้งานเว็บไซต์มีจำนวนเพิ่ม ขึ้นมากทั้งผู้ที่ต้องการซื้อ ผู้ที่ลงประกาศขาย รวมไปถึงเต็นท์รถมือสองที่ปัจจุบันกำลังให้ความสนใจในการลงโฆษณากับสื่อประ เภทเว็บไซต์เป็นอย่างมาก และด้วยข้อดีของระบบเว็บไซต์ที่ผู้ใช้สามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนได้ อย่างง่ายดายทุกที่ทุกเวลา ข้อมูลรถมือสองในเว็บไซต์จึงมีเป็นจำนวนมากและมักจะได้รับการอัพเดตอยู่ตลอด เวลา การเลือกดูรถมือสองผ่านทางเว็บไซต์จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะอำนวยความ สะดวกให้กับผู้ซื้อในการเลือกดูรถที่ตนสนใจในเบื้องต้นก่อนที่จะไปดูรถจริง

3. ตรวจดูสภาพรถ

หลังจากเลือกดูจนได้รถคันที่สนใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการไปดูรถจริงเพื่อตรวจดูสภาพรถในเบื้องต้นโดยมีจุดที่ควรจะตรวจสอบดังนี้

    - ตัวถังรถ เพื่อดูว่ารถคันนั้นเคยผ่านการชนมาหรือไม่ โดยจุดที่ต้องสังเกตุมีดังนี้

  • แนวเส้นขอบและรอยต่อของชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายนอกตัวถังเช่นขอบบานประตูรถ ขอบแนวกันชน ขอบแนวฝากระโปรงหน้าและหลัง จะต้องเรียบ ตรง และมีช่องว่างเสมอกัน หากแนวเส้นไม่เสมอ เช่นกรณีช่องว่างตรงขอบฝากระโปรงหน้าฝั่งซ้ายและขวามีขนาดไม่เท่ากันอาจเป็น ไปได้ว่ารถคันนั้นผ่านการชนจนทำให้ฝากระโปรงดุ้งขึ้นมา
  • ตะเข็บรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างรถจะต้องเรียบและประกบกันสนิท จุดที่ต้องพิจารณาได้แก่ใต้ฝากระโปรงหน้าบริเวณรอยต่อของตัวถังรถทางแนวยาว กับคานหน้ารถ บริเวณขอบในและบานพับของประตูรถ บริเวณเสาหลังคา บริเวณขอบในของฝากระโปรงหลัง หากมีรอยบุ๋ม แนวตะเข็บไม่เรียบเนียน หรือตะเข็บอ้าออกจากกันก็อาจเป็นไปได้ว่ารถคันนั้นได้ผ่านการชนหนักจนมีผล ถึงโครงสร้างรถและแม้จะผ่านการเคาะ ดัด ทำสีมาแล้วรอยเหล่านี้ก็ยังพอสังเกตุได้
  • พื้นผิวรอบคันรถจะต้องเรียบเนี่ยนเสมอกัน หากมีจุดไหนที่สีแตกต่างหรือพื้นผิวไม่เรียบเนียน ให้ทดลองเคาะที่จุดนั้นเบา ๆ แล้วฟังเสียงเปรียบเทียบกับจุดอื่น ๆ จะทำให้ทราบได้ว่ามีการโป๊วและทำสีที่ตำแหน่งนั้นหรือไม่

    - ห้องเครื่องยนต์

  • ชิ้นส่วนต่าง ๆ จะต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย
  • ไม่มีคราบจากการรั่วซึมของน้ำมันเครื่อง
  • ระดับน้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ น้ำกลั่นในแบตเตอรี่จะต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสะอาด ไม่มีฝุ่นหรือเศษตะกอนนอนก้น
  • สายพานและชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่เป็นยางเช่นท่อยางหม้อน้ำ จะต้องไม่กรอบหรือแตกร้าว
  • สายไฟจัดเก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย

    - ช่วงล่าง

  • ทดลองกดโดยทิ้งน้ำหนักตัวลงบนบังโคลนหน้าและหลังบริเวณล้อทั้งสี่ด้านเพื่อดูการดีดตัวของโช๊คอัพ
  • ตรวจสอบสภาพของยางรถยนต์ ดอกยางและแก้มยางจะต้องอยู่ในสภาพดี

    - ห้องโดยสาร

  • ตรวจดูสภาพห้องโดยสารโดยรวมจะต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย ทั้งคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง เบาะที่นั่ง
  • ตรวจดูสัญญาณไฟเตือนต่าง ๆ ในแผงหน้าปัทม์โดยเปิดสวิตซ์กุญแจ ดูสัญญาณไฟเตือนต่าง ๆ เช่นน้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ น้ำมันพวกมาลัยพาวเวอร์ จากนั้นสตาร์ทเครื่อง หากระบบต่าง ๆ ทำงานได้อย่างเรียบร้อย สัญญาณไฟเตือนของระบบนั้น ๆ จะดับลง
  • ตรวจดูระบบปรับอากาศ โดยเปิดระบบปรับอากาศแล้วลองเร่งความเย็นความแรงของพัดลม ตรวจดูว่าลมที่ออกมาเป็นลมเย็นตามที่ปรับไว้หรือไม่ ฟังเสียงของเครื่องปรับอากาศว่ามีเสียงผิดปกติหรือไม่ ดมกลิ่นลมที่ออกจากช่องปรับอากาศว่ามีกลิ่นเหม็นอับหรือไม่
  • ตรวจดูระบบไฟฟ้าในรถทั้งไฟหน้า ไฟหลัง ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟห้องโดยสาร ระบบปัดน้ำฝน แตรรถ กระจกไฟฟ้า จะต้องอยู่ในสภาพใช้งานได้

4. ทดลองขับ

หลังจากผ่านการตรวจดูสภาพรถในเบื้องต้นแล้ว เราคงยังสรุปไม่ได้ว่ารถคันนั้นมีสภาพเช่นไรจนกว่าจะได้ทดลองขับขี่จริง โดยมีขั้นตอนในการตรวจสอบดังนี้

  • สตาร์ทเครื่องยนต์ดูว่าสตาร์ทติดยากหรือไม่ จากนั้นลองเปิดฝากระโปรงหน้าเพื่อดูการทำงานของชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่นสายพาน เครื่องยนต์ และลองฟังเสียงในห้องเครื่องว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่
  • ทดลองขับรถจริงในสภาพการขับขี่หลาย ๆ แบบเช่น ขึ้นเนินหรือสะพาน เลี้ยวซ้าย ขวา เร่งความเร็วรถ ระหว่างขับขี่ให้สังเกตุการทำงานของเครื่องยนต์และช่วงล่างโดยฟังจากเสียง เครื่องยนต์ เสียงลมที่เข้ามาในห้องโดยสารและความรู้สึกสั่นที่ถ่ายทอดมาที่พวงมาลัยหรือ คันเกียร์ตอนที่เร่งเครื่องยนต์หรือเปลี่ยนเกียร์ว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่
  • สังเกตุศูนย์รถขณะวิ่งโดยการขับทางตรงแล้วลองปล่อยพวกมาลัยดูว่ามีอาการกินซ้ายหรือขวาหรือไม่
  • ทดสอบระบบเบรกว่าทำงานได้ตามปกติหรือไม่

5. ตรวจเอกสารเล่มทะเบียนรถ

เล่มทะเบียนรถจะช่วยให้เราทราบถึงประวัติโดยละเอียดของรถคันนั้นว่า ผ่านการ ใช้งานมาแล้วกี่ราย มีการเปลี่ยนสีหรือเครื่องยนต์หรือไม่เพื่อประกอบการพิจารณา ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกซื้อรถที่ผ่านการใช้งานมาเพียงมือเดียวเพราะหากรถผ่าน มือมาแล้วหลายเจ้าของก็อาจเป็นได้ว่ารถคันนั้นเป็นคันที่มีปัญหาจึงเลือกที่ จะขายทิ้งกัน จากนั้นให้ดูสภาพของสมุดทะเบียนรถว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยหรือไม่ หากมีจุดใดที่มีการแก้ไขจะต้องมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบกเซ็น กำกับไว้เสมอ

6. ตกลงทำการซื้อ-ขาย

ในขั้นตอนนี้ให้ทำการต่อรองราคาทั้งค่ารถ ค่าโอน ค่ามัดจำ จนเป็นที่พอใจของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย จากนั้นให้จัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นทั้งหมดแล้วดำเนินการชำระเงินและโอน กรรมสิทธิ์ต่อไป

7. นำรถไปตรวจสภาพและซ่อมบำรุงก่อนใช้งานจริง

หลังจากโอนกรรมสิทธิ์และรับรถมาแล้ว ผู้ซื้อควรจะนำรถเข้าตรวจสภาพและซ่อมบำรุงโดยช่างผู้ชำนาญงานอีกครั้งเพื่อ ให้รถที่ได้มาอยู่ในสภาพที่ดีและพร้อมใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา