Chevrolet and Manchester United
    One World Futbol Project

เชฟโรเลตทดสอบความทนทานถึงขีดสุด

 ยืนยันพร้อมทุกการใช้งานสมบุกสมบันและเชื่อมั่นได้เต็มที่

Extreme Tests Help Chevrolet Ensure Durability, Reliability

กรุงเทพฯ ประเทศไทย –กลุ่มลูกค้าเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ขับฝ่าอุปสรรคอันท้าทายบนเส้นทางออฟโรดในจังหวัดเพชรบุรีเพื่อไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยก่อนหน้าที่เดอะ สปิริต ออฟ เทรลเบลเซอร์ คลับ จะออกเดินทางปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ทีมวิศวกรของเจนเนอรัล มอเตอร์ส ได้ทำการทดสอบความแข็งแกร่งเพื่อพัฒนารถเอสยูวีรุ่นนี้เป็นเวลาหลายเดือน

“เราสามารถเดินทางสู่พื้นที่ห่างไกลได้เนื่องจากเราเชื่อมั่นในศักยภาพของเทรลเบลเซอร์ของเรา ว่าสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มที่สมบุกสมบัน”ดร. ภูชิตต์ ภูริปาณิกผู้นำกลุ่มเดอะ สปิริต ออฟ เทรลเบลเซอร์ กล่าว“สมรรถนะอันเหนือชั้นของเทรลเบลเซอร์ไม่เพียงช่วยให้เราดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมได้เสร็จสมบูรณ์เท่านั้นหากยังให้ความสนุกสนานตลอดทั้งการเดินทาง”

สภาพถนนที่ขรุขระและไม่ราบเรียบโดยเฉพาะหลุมลึกบนถนนเป็นหนึ่งในความท้าทายที่มักสร้างความเสียหายให้แก่รถ นอกจากการขับขี่ที่ไม่สะดวกสบายแล้วยังอาจส่งผลเสียต่อยางล้อและชิ้นส่วนช่วงล่างทำให้รถเสื่อมสภาพก่อนถึงเวลาอันควร

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ตัวรถได้รับความเสียหายเมื่อตกหลุมเพราะน้ำหนักถูกถ่ายเทอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้นศูนย์การทดสอบสมรรถนะมิลฟอร์ด พรูฟวิ่ง กราวนด์ (Milford Proving Ground) ของจีเอ็มในสหรัฐอเมริกาจึงถูกออกแบบมาตามหลักวิศวกรรมให้มีหลุมหลากหลายขนาดตั้งแต่หลุมตื้นที่สะเทือนเล็กน้อยไปจนถึงหลุมลึกที่สะท้านไปถึงแชสซีส์ การออกแบบหลุมดังกล่าวช่วยให้วิศวกรสามารถพัฒนาและปรับแต่งช่วงล่างเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดให้แก่ผู้โดยสาร

หลุมลึกที่ออกแบบมาตามหลักวิศวกรรมเอื้อให้ทีมวิศวกรสามารถศึกษาสภาพการรับน้ำหนักที่เกิดขึ้นเมื่อรถตกหลุมบนพื้นผิวถนนระหว่างการใช้งานจริง จีเอ็มเก็บข้อมูลดังกล่าวมาตลอดเวลา 40 ปี เพื่อใช้ในการออกแบบและพัฒนาวิศวกรรมรถรุ่นใหม่ให้สามารถดูดซับแรงกระแทกจากการตกหลุมได้ ศูนย์ทดสอบสมรรถนะของจีเอ็มมีพื้นผิวถนนหลากหลายรูปแบบที่จำลองสภาพถนนจากการใช้จริงทั่วโลก

การทดสอบความทนทานจนถึงขีดสุดดังกล่าวถือว่ามีความสมบุกสมบันมากกว่าหลุมบนพื้นถนนทั่วไปซึ่งรวมถึงพื้นที่เขตก่อสร้างและเส้นทางออฟโรด โดยเส้นทางออฟโรดมีไว้สำหรับการทดสอบรถกระบะและรถเอสยูวี

“รถเชฟโรเลตที่ผลิตออกจำหน่ายทั่วโลกผ่านการทดสอบดังกล่าวมาแล้วทั้งสิ้น เราออกแบบรถของเราให้ดูดซับน้ำหนักกระแทกเมื่อตกหลุม” คุณชานจู คิม ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ จีเอ็ม ประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว “ข้อมูลที่เราได้รับจากสนามทดสอบช่วยให้เราสามารถผนวกรวมน้ำหนักระหว่างชิ้นส่วนที่เชื่อมต่อกันพร้อมกับตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการออกแบบรถเชฟโรเลตได้”

ถึงแม้จะไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถหลีกเลี่ยงหลุมได้ทั้งหมดแต่รถเชฟโรเลตมีความโดดเด่นเฉพาะตัว อาทิ โครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากแรงกระแทกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรง โครงสร้างอันแข็งแกร่งยังช่วยให้วิศวกรสามารถปรับแต่งช่วงล่างได้แม่นยำมากขึ้น เพิ่มความนุ่มนวลและประสบการณ์ควบคุมซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากหลุมที่มีขนาดเล็กกว่าได้

นอกจากสภาพถนนที่สมบุกสมบันแล้ว รถเชฟโรเลตยังถูกทดสอบภายใต้สภาพอากาศที่เลวร้ายสุดขั้วเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้ตามปกติภายใต้ภูมิอากาศทั่วโลก อุโมงค์ลมสภาพอากาศ (Climatic Wind Tunnel) ของจีเอ็มในเมืองวอร์เรน รัฐมิชิแกน สามารถสร้างสถานการณ์ได้หลากหลายตั้งแต่พายุหิมะไปจนถึงพายุเฮอร์ริเคนภายในสภาพอากาศปกติด้านนอก อุณหภูมิสามารถปรับลดให้ต่ำลงได้ถึง -40 องศาเซลเซียส พร้อมมีแรงลมสูงถึง 241 กม./ชม. ในทางกลับกันถึงแม้สภาพอากาศภายนอกจะหนาวเย็น ภายในอุโมงค์แห่งนี้สามารถปรับอุณหภูมิให้ร้อนระดับ 60 องศาเซลเซียส ด้วยแสงอาทิตย์จำลอง 1,155 วัตต์ต่อตารางเมตร

อุโมงค์ลมดังกล่าวช่วยให้สามารถพัฒนาและทดสอบรถได้อย่างเต็มที่ เช่น การหล่อเย็นเครื่องยนต์ ความร้อนในห้องโดยสาร ตลอดจนระบบระบายอากาศและปรับอากาศในสภาวะอากาศที่รุนแรง อุโมงค์ลมยังจำลองการขับขี่บนถนนจริงโดยมีน้ำหนักบรรทุกใช้งานจริง เช่น การลากจูงเทรลเลอร์พ่วงท้ายน้ำหนักเต็มพิกัดไต่ขึ้นบนทางลาดชันด้วยการเพิ่มแรงต้านที่ล้อด้วยเครื่องวัดพลังงานกลของอุโมงค์ลมซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถจำลองความเร็วในการขับขี่ได้สูงสุดถึง 250 กม./ชม.

วิศวกรของจีเอ็มทดสอบความทนทานของรถเป็นเวลานาน 18 เดือนด้วยความสมบุกสมบันถึงขีดสุด โดยการทดสอบดังกล่าวจำลองวงจรการใช้งานทั้งหมดของตัวรถ ทีมทดสอบความทนทานของตัวรถได้ทำการทดสอบขั้นสูงสุดหลายด้านก่อนอนุมัติเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อออกจำหน่ายจริง ได้แก่

  • การใช้งานจริง 100,000 ไมล์ (ประมาณ 161,000 กม.) – ทีมทดสอบได้ทำการขับรถบนระยะทางมากกว่า 40,000 กม. ผ่านสภาวะที่สมบุกสมบันสุดขั้วซึ่งเท่ากับการขับขี่ใช้งานจริงของลูกค้าทั่วไปบนระยะทาง 161,000 กม.
  • ทดสอบถึงขีดสุด – การทดสอบขับบนพื้นถนนที่ปูด้วยอิฐบล็อกเบลเยี่ยม (Belgian Block หรือหินที่มีรูปทรงคล้ายปีรามิดปลายตัดและปูพื้นโดยการคว่ำส่วนหน้าลง) ขับผ่านหลุมเนิน ลูกระนาด ร่องถนน เนินชะลอควมเร็ว และอื่นๆ เป็นเวลาหลายวันเพื่อทดสอบหลายชิ้นส่วนของตัวรถ
  • อุโมงค์ความชื้น – สร้างขึ้นในช่วงปลายค.ศ. 1960 ก่อนที่จะสร้างเพิ่มอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1980 รถที่เข้าทดสอบในอุโมงค์ดังกล่าวจะถูกทดสอบความชื้นและการกัดกร่อนเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยการผ่านความชื้นและอุณหภูมิที่สูงมาก

การทดสอบในร่มถือว่ามีความสำคัญเนื่องจากสามารถดำเนินการเมื่อใดก็ได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องคำนึงถึงสภาพอากาศและยังสามารถเน้นย้ำสภาพการทดสอบเดิมได้หลายครั้ง การทดสอบในร่มยังช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและไม่มีอุปสรรคด้านการจราจรเหมือนการทดสอบบนถนนจริง อย่างไรก็ตามการทดสอบบนถนนจริงยังมีความจำเป็น เชฟโรเลตได้ทำการทดสอบในหลากหลายรูปแบบกับตัวรถก่อนการเปิดตัวบนท้องถนนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงในประเทศไทย


ก่อนที่เชฟโรเลต ครูซ จะเปิดตัวในปีพ.ศ. 2553 วิศวกรของจีเอ็มทั่วโลกได้ทำการทดสอบความร้อนของรถครูซบนถนนในจังหวัดระยองโดยทีมวิศวกรได้เลือกทดสอบในเดือนเมษายนเพื่อพิสูจน์ความทรหดของตัวรถให้ได้มากที่สุด อุณหภูมิในเดือนเมษายนซึ่งร้อนที่สุดในประเทศไทยซึ่งอาจพุ่งสูงถึง 42 องศาเซลเซียส ครูซถูกทดสอบบนถนนจริงและสนามทดสอบทั่วโลกรวมทั้งหมด 1.2 ล้านกิโลเมตรก่อนการเปิดตัว

การทดสอบดังกล่าวคล้ายกับรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด ก่อนที่จะเปิดตัวครั้งแรกในโลกในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ. 2554 โคลาราโดมาพร้อมกับแชสซีส์อันแข็งแกร่งและสมบุกสมบันมากกว่ารุ่นเดิม ได้รับการพัฒนาในห้าทวีปทั่วโลกและทดสอบขับขี่เป็นระยะทางมากกว่า 2.5 ล้านกิโลเมตร ทีมนักพัฒนาได้เดินทางมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยระหว่างการทดสอบรถกระบะพันธุ์แกร่งรุ่นนี้เพื่อศึกษาตลาดรถกระบะที่มีการแข่งขันกันสูงและสังเกตการณ์ว่าตลาดไทยและตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคนี้มีการใช้งานรถอย่างไร

เมื่อใกล้ถึงกำหนดการเปิดตัว ทีมวิศวกรของจีเอ็มจะทำการตรวจยืนยันผลการทดสอบ (Buy-off Test) ซึ่งเป็นการทดสอบที่สร้างความเชื่อมั่นว่าทุกระบบและทุกการใช้งานของตัวรถทำงานตามปกติก่อนที่วิศวกรจะยืนยันอนุมัติ (Buy-off) ให้ขึ้นสายการผลิตและออกจำหน่ายจริง แคปติวาที่มาพร้อมรุ่น “สปอร์ต เอดิชั่น” ติดตั้งกล้องมองหลัง ไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวัน สปอยเลอร์ ชุดแต่ง และบันไดข้าง (สำหรับรุ่นเบนซิน) ถูกทดสอบบนเส้นทางในชนบทรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก่อนที่จะเปิดตัวในปีพ.ศ. 2554 โดยเน้นการทดสอบบนถนนที่คดเคี้ยวและลาดชัน เหมาะสำหรับการทดสอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและการควบคุมอันเหนือชั้นของแคปติวา

“ด้วยการทดสอบยานยนต์ที่หนักหน่วงที่สุดในอุตสาหกรรม เรามุ่งสร้างความเชื่อมั่นในด้านความทนทานและการใช้งานที่ไว้วางใจได้สำหรับลูกค้าเชฟโรเลตในประเทศไทยและทั่วโลก ความปลอดภัยและความพึงพอใจของลูกค้ามีความสำคัญสูงสุดสำหรับเรา เราทดสอบรถจนถึงขีดสุดเพื่อรักษาคำมั่นสัญญาของเรา” คุณคิมกล่าว