transformers made camaro a star
    Chevrolet and Manchester United
    One World Futbol Project

เชฟโรเลตปรับโฉมคามาโร

นำทัพสู้ศึกในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ทรานส์ฟอร์เมอร์ส

กรุงเทพฯ – เชฟโรเลต คามาโร รถสปอร์ตสุดเท่เตรียมแปลงร่างเป็นบัมเบิลบีออกกู้โลกอีกครั้งในภาพยนตร์ ทรานส์ฟอร์เมอร์สภาคล่าสุด (มหาวิบัติยุคสูญพันธุ์) ของผู้กำกับไมเคิล เบย์ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ ซึ่งในโอกาสนี้เชฟโรเลตประเทศไทยได้จัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ที่ห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอน

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความสนุกสนานทั้งการโชว์เปิดแผ่นจากดีเจชื่อดัง การเต้นสุดเร้าใจจากทีม STOMP พร้อมทั้งดารานักแสดงที่เข้าร่วมงาน รวมถึงเชฟโรเลตโซนิคที่มาพร้อมกราฟฟิกลายทรานส์ฟอร์เมอร์สเหมือน กับโซนิคที่ปรากฏโฉมในภาพยนตร์ เชฟโรเลตเชิญชวนให้แขกผู้มีเกียรติร่วมกิจกรรม ‘Shoot & Share’ ถ่ายภาพตนเองคู่กับรถโซนิค โพสต์ขึ้นอินสตราแกรมพร้อมแฮชแท็ก #Chevroletthai ผู้ที่ได้รับการกดไลค์มากที่สุดจะคว้ารางวัลสุดพิเศษจากเชฟโรเลตไปครอง

“เรารู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับงานรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์ทรานส์ฟอร์เมอร์สในประเทศไทย” มร.มาร์คอส เพอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย กล่าว “ทุกครั้งที่ทรานส์ฟอร์เมอร์สภาคใหม่ออกฉาย ถือเป็นช่วงเวลาพิเศษของเชฟโรเลต เพราะเราจะมีโอกาสได้เห็นแบรนด์เชฟโรเลตในรูปแบบที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะภาคล่าสุดนี้ที่มีคอร์เวทท์ สติงเรย์และโซนิค แรลลี่คาร์เคียงข้างกับคามาโร บัมเบิลบี”

ทรานส์ฟอร์เมอร์สภาคล่าสุดนับเป็นภาคที่สี่ของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสามภาคทำให้ยอดขายของคามาโรพุ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มรถระดับเดียวกันตลอดสี่ปีที่ผ่านมา

“การเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์ทรานส์ฟอร์เมอร์สทำให้จีเอ็มแสดงศักยภาพในการออกแบบได้อย่างเต็มที่ภาพยนตร์ระดับโลกเรื่องนี้ช่วยให้การออกแบบที่ล้ำสมัยของเราเผยแพร่สู่สายตาลูกค้าในวงกว้างมากกว่าการนำเสนอในรูปแบบเดิม” เอ็ด เวลเบิร์น รองประธานฝ่ายออกแบบของจีเอ็มโกลเบิล กล่าว

ทิม มาโฮนีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดของเชฟโรเลตโกลเบิล กล่าวว่า “เชฟโรเลตสวมบทบาท ฮีโร่ในภาพยนตร์ทรานส์ฟอร์เมอร์สทุกภาค ทำให้รถของเราเข้าถึงเด็กได้ทุกกลุ่มทั่วโลก”

ทรานส์ฟอร์เมอร์ส (2007)

ทรานส์ฟอร์เมอร์สภาคแรก บัมเบิลบีมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุด เริ่มจากคามาโร เจนเนอเรชั่นที่สองรุ่นปี 1977 ในสภาพเก่าคร่ำคร่า เต็มไปด้วยสนิมและสีที่หลุดร่อน ตัวถังสีเหลืองอันโด่งดังนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบ

บัมเบิลบีเปลี่ยนโฉมกลายเป็นคามาโร เจนเนอเรชั่นที่ห้าในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในเดือนกรกฎาคม 2007 ก่อนหน้าที่คามาโรจะออกจำหน่ายสองปี เชฟโรเลตจึงต้องสร้างรถต้นแบบ รุ่นพิเศษเพียงคันเดียวในโลกสำหรับใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้

คามาโรคันดังกล่าวใช้ตัวถังที่ผลิตจากแม่พิมพ์เดียวกับที่ผลิตรถต้นแบบคามาโร คอนเซ็พท์ ปี 2006 ซึ่งออกโชว์ตัวในงานแสดงรถยนต์ในปีก่อนหน้า ตัวถังรถถูกประกอบบนโครงสร้างแชสซีส์ของโฮลเด้น โมนาโรเพื่อให้สามารถโลดแล่นในภาพยนตร์ได้

ด้วยบทบาทอันโดดเด่นในภาพยนตร์ทรานส์ฟอร์เมอร์ส ทำให้คามาโร เจนเนอเรชั่นที่ห้ากลายเป็นรถที่เท่ที่สุดที่ออกสู่ตลาดในอีกหลายปีต่อมา

ทรานส์ฟอร์เมอร์ส Revenge of the Fallen (2009) และ Dark of the Moon (2011)

ทรานส์ฟอร์เมอร์ส ภาค Revenge of the Fallen ออกฉายไม่กี่เดือนหลังจากคามาโรรุ่นล่าสุดออกจำหน่าย คามาโรในภาพยนตร์จึงถูกปรับแต่งให้แตกต่างจากรุ่นปกติ โดยตัวถังสีเหลืองของคามาโรถูกคาดด้วยเส้นสายสีดำจากฝากระโปรงหน้าไปถึงท้ายรถ ขณะที่ฝากระโปรงยังมีช่องดักอากาศและติดตั้งกันชนหน้าชุดใหม่

สำหรับทรานส์ฟอร์เมอร์ส Dark of the Moon บัมเบิลบีถูกยกระดับให้เป็นรุ่นเอสเอส โดยมีการปรับแต่งสีตัวถังเพิ่มเติมเล็กน้อยให้เป็นโทนเหลืองอำพันแทนที่สีเหลืองแบบดั้งเดิม ขณะที่ล้อมีสีเข้มขึ้น เส้นสายคาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นและใช้กระจกมองข้างสีดำ

ทรานส์ฟอร์เมอร์ส Age of Extinction (2014)

สำหรับในภาคล่าสุด ไมเคิล เบย์ผู้กำกับภาพยนตร์ได้ขอให้ทีมนักออกแบบของจีเอ็ม ทำการปรับดีไซน์บัมเบิลบีให้มีความทันสมัย โดยปรับเปลี่ยนให้หุ่นยนต์ตัวเอกมีความดุดันและดูแข็งแกร่งกว่าเดิม ซึ่งหน้าที่นี้รับผิดชอบโดยทีมนักออกแบบที่ศูนย์การออกแบบ นอร์ธ ฮอลลีวูด ดีไซน์ เซ็นเตอร์ของจีเอ็ม (North Hollywood Design Center)

ศูนย์การออกแบบแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างจากพาราเมาท์ พิคเจอร์ส มีหน้าที่สร้างสรรค์ออกแบบยานยนต์ที่ทันสมัยที่สุดของจีเอ็มก่อนที่จะติดโลโก้โบว์ไท

ทีมนักออกแบบได้สร้างสรรค์รถสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยปรับรูปลักษณ์ด้านหน้าและด้านข้างใหม่เพื่อให้บัมเบิลบีมีความปราดเปรียวและดุดันยิ่งขึ้น ทิศทางการออกแบบเช่นนี้สามารถพัฒนาต่อยอดในอนาคตได้

อย่างไรก็ตามหุ่นยนต์เพียงตัวเดียวไม่สามารถต่อกรกับเหล่าวายร้ายได้ ทีมนักออกแบบจึงสร้างสรรค์คอร์เวทท์ สติงเรย์ สีเขียวสุดเท่ซึ่งรับบทบาทครอสแฮร์สและเชฟโรเลต โซนิค แรลลี่ คาร์ขึ้นมาด้วย นอกจากนี้ยังมีเชฟโรเลต แทรกซ์ซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายในประเทศจีนและเตรียมทำตลาดสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปีหน้า

ภาพยนตร์แห่งนี้ถ่ายทำในสำนักงานของจีเอ็ม หลายแห่ง ทั้งในสนามทดสอบสมรรถนะของจีเอ็ม ในมิลฟอร์ด รัฐมิชิแกน ศูนย์การออกแบบของจีเอ็มในวอร์เรน มิชิแกน ห้องทำงานของมร.เวลเบิร์น และภายในศูนย์การผลิตเดลต้า ทาวน์ชิพในเมืองแลนซิง มิชิแกน

การถ่ายทำที่ศูนย์เทคนิควอร์เรนมีการใช้นักแสดงเข้าร่วม 200 คนและรถพ่วง 50 คัน โดยตลอดการถ่ายทำแทบจะไม่มีผลกระทบต่อการทำงานภายในศูนย์เทคนิคเลย